
อันตราย ผลไม้อะไรที่มี Cucurbitacin สูง
- Fiona
- 19 views

ผลไม้อะไรที่มี Cucurbitacin สูง อาจเป็นคำถามที่ฟังดูแปลกใหม่ สำหรับหลายคน คิวเคอร์บิทาซินเป็นสารธรรมชาติ ที่พืชตระกูลแตงสร้างขึ้น สารชนิดนี้มีรสขมจัด ที่เป็นเอกลักษณ์ และสามารถพบได้ในผลไม้บางชนิด ที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน ในบางกรณีก็อาจมีทั้งด้านที่เป็นประโยชน์ และด้านที่ควรระวังในการบริโภค
- คิวเคอร์บิทาซินคืออะไร?
- ผลไม้ที่มีคิวเคอร์บิทาซินสูง
- พิษของคิวเคอร์บิทาซิน
สารคิวเคอร์บิทาซินคืออะไร?
คิวเคอร์บิทาซินเป็นสารธรรมชาติ ในกลุ่มเทอร์พีนอยด์ชนิดหนึ่ง ที่พบได้ในพืชตระกูลแตง เช่นแตงกวา ฟักทอง บวบ และมะระ สารนี้มีรสขมจัด และเป็นส่วนหนึ่ง ของกลไกป้องกันตัวตามธรรมชาติของพืช ช่วยป้องกันแมลง หรือสัตว์ไม่ให้มากินผล หรือใบของมัน
นักวิทยาศาสตร์จัดคิวเคอร์บิทาซิน ไว้ในกลุ่มสาร triterpenoids ซึ่งมีโครงสร้าง ทางเคมีที่ซับซ้อน และสามารถส่งผล ต่อการทำงานของเซลล์ ในสิ่งมีชีวิตได้ แม้คิวเคอร์บิทาซิน จะขึ้นชื่อเรื่องรสขม แต่ในแง่วิทยาศาสตร์ ก็ถูกศึกษาด้านคุณสมบัติทางชีวภาพ เช่นฤทธิ์ต้านการอักเสบ และการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง
อย่างไรก็ตาม สารนี้สามารถก่อให้เกิดพิษได้ หากได้รับในปริมาณสูง โดยเฉพาะจากพืช ที่มีรสขมผิดปกติ เช่นฟักทอง หรือบวบบางสายพันธุ์ ที่เกิดการกลายพันธุ์ หรือปลูกในสภาพแวดล้อม ที่กระตุ้นให้พืช สร้างคิวเคอร์บิทาซินมากเกินไป (25 พฤศจิกายน 2024) [1]
ประวัติ คิวเคอร์บิทาซิน การค้นพบ
คิวเคอร์บิทาซินถูกค้นพบครั้งแรก ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 จากการศึกษาพืชในวงศ์ Cucurbitaceae โดยนักเคมี พบว่าสารนี้ ทำให้พืชตระกูลแตงมีรสขม การศึกษาทางเคมี เริ่มได้รับความสนใจ ในช่วงทศวรรษที่ 1960–1970 ซึ่งเป็นยุคที่นักวิทยาศาสตร์ เริ่มสามารถแยกและระบุโครงสร้างของสารกลุ่ม triterpenoids ได้อย่างแม่นยำ
ในปี 1978 Kupchan, Meshulam และ Sneden ได้รายงานการแยกคิวเคอร์บิทาซินชนิดใหม่จากพืช Phormium tenax และ Marah oreganus ถือเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญ ของการศึกษาสารกลุ่มนี้ ในระดับโมเลกุล ต่อมาในช่วงปลายทศวรรษ 1980 นักเคมีพืชได้ขยายขอบเขตการค้นคว้าไปยังพืชชนิดอื่นในวงศ์แตง
เช่นพืชในวงศ์ Colocynthis vulgaris และ Cucumis sativus ซึ่งระบุคิวเคอร์บิทาซิน ได้มากกว่า 10 ชนิดและต่อยอดเป็นการศึกษา โครงสร้างเคมีเชิงลึก การค้นพบเหล่านี้ ปูทางให้เกิดการศึกษา ด้านพิษวิทยา และเภสัชวิทยา โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1990–2000 ที่เริ่มมีการค้นพบฤทธิ์ต้านการอักเสบ และต้านมะเร็งของคิวเคอร์บิทาซิน (22 กรกฎาคม 2025) [2]
งานวิจัยคิวเคอร์บิทาซินสารต้านมะเร็ง
งานวิจัยการประยุกต์ใช้คิวเคอร์บิทาซิน เป็นสารต้านมะเร็ง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2023 ได้อธิบายถึงศักยภาพ ของสารคิวเคอร์บิทาซิน ในฐานะสารต้านมะเร็งตามธรรมชาติ ที่พบในพืชวงศ์แตง สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน โดยเฉพาะการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และการกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งตาย ตามกลไกของร่างกาย
งานวิจัยชี้ว่าคิวเคอร์บิทาซิน สามารถรบกวนกระบวนการ ที่ทำให้เซลล์มะเร็งเติบโตได้ โดยเฉพาะในเซลล์มะเร็งที่ดื้อต่อยา นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่า ออกฤทธิ์ผ่านหลายเส้นทางสัญญาณภายในเซลล์ เช่น JAK/STAT, PI3K/Akt, MAPK และ NF-κB ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการอยู่รอดและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง
การยับยั้งเส้นทางเหล่านี้ จึงช่วยลดการลุกลาม และความแข็งแรงของเซลล์มะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังอยู่ในระดับห้องทดลอง และสัตว์ทดลอง การนำมาใช้ในมนุษย์ ยังต้องศึกษา ด้านความปลอดภัย และขนาดที่เหมาะสมเพิ่มเติม ก่อนใช้งานจริงในทางคลินิก (14 ตุลาคม 2023) [3]
ผลไม้อะไรที่มีคิวเคอร์บิทาซินสูง?

- มะระ ในทางพฤกษศาสตร์ จัดเป็นผลไม้ ที่มีคิวเคอร์บิทาซินสูงที่สุด รสขมชัดเจน พบมากในเนื้อ และเปลือกของผล มักใช้ทั้งเป็นอาหาร และสมุนไพร
- แตงกวา โดยเฉพาะพันธุ์พื้นบ้าน หรือผลที่ปลูกในอากาศร้อนจัด อาจสะสมคิวเคอร์บิทาซินมาก จนมีรสขม
- แตงโม มีคิวเคอร์บิทาซินในระดับต่ำ แต่บางสายพันธุ์ดั้งเดิม หรือผลที่กลายพันธุ์ อาจมีรสขมเล็กน้อย
- ฟักทอง ปกติรสไม่ขม แต่ในบางสายพันธุ์ หรือผลที่ปลูกข้ามพันธุ์ อาจสะสมคิวเคอร์บิทาซินสูง จนเกิดพิษได้
- แตงไทย โดยทั่วไปมีปริมาณต่ำมาก แต่ถ้าผลมีรสขมผิดปกติ แสดงว่ามีคิวเคอร์บิทาซินเพิ่มขึ้น จากความเครียดของพืช
พิษของคิวเคอร์บิทาซินคืออะไร?
- ระคายเคืองทางเดินอาหาร ทำให้รู้สึกขมมาก คลื่นไส้ ปวดท้อง อาเจียน และท้องเสียอย่างรวดเร็ว เพราะสารนี้ ทำให้เยื่อบุกระเพาะ และลำไส้อักเสบ
- ขาดน้ำและเกลือแร่ เมื่ออาเจียน หรือถ่ายเหลวบ่อย ร่างกายจะสูญเสียน้ำ และเกลือแร่ จนเกิดอาการอ่อนแรง เวียนหัว หรือหน้ามืดได้
- ความดันโลหิตลดลง ผลจากการขาดน้ำ และการขยายหลอดเลือด ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ใจเต้นเร็ว หรือเป็นลมได้
- ผมร่วงชั่วคราว รายงานบางกรณี พบว่าผู้ที่กินฟักทองที่รสขม เกิดอาการผมร่วงภายใน 1–2 สัปดาห์ เนื่องจากคิวเคอร์บิทาซิน ไปรบกวนการทำงาน ของเซลล์รากผม
- พิษต่อตับและไต หากได้รับซ้ำๆ หรือในปริมาณสูง อาจทำให้ค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ ตับอักเสบ หรือไตทำงานหนัก
- อาการร่วมอื่นๆ เช่นปวดศีรษะ หน้ามืด เหงื่อออกมาก หรือในบางรายอาจมีอาการช็อก จากการสูญเสียน้ำอย่างรุนแรง
ประโยชน์ของคิวเคอร์บิทาซินคืออะไร?
แม้จะเป็นสารที่มีพิษ หากได้รับในปริมาณสูง แต่ในระดับต่ำ หรือเมื่อผ่านการสกัดควบคุมแล้ว กลับมีประโยชน์ และคุณสมบัติทางชีวภาพ ที่น่าสนใจหลายด้าน ดังนี้
- ต้านการอักเสบ ช่วยยับยั้งกระบวนการอักเสบ ภายในร่างกาย โดยลดการสร้างสาร cytokines ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรัง เช่นข้ออักเสบ หรือโรคภูมิแพ้ตนเอง
- ต้านมะเร็ง มีการศึกษาว่า สามารถยับยั้งการแบ่งตัว ของเซลล์มะเร็ง และกระตุ้นให้เซลล์มะเร็ง เข้าสู่กระบวนการตายตามธรรมชาติ ผ่านกลไกหลายเส้นทางเช่น JAK/STAT และ MAPK
- ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสียหาย จากอนุมูลอิสระ ที่ทำลายเซลล์ จึงอาจช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง
- ต้านจุลชีพ มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญ ของแบคทีเรีย และเชื้อราบางชนิด จึงมีการศึกษานำไปใช้ ในผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และเครื่องสำอาง
- ลดน้ำตาล ในเลือด งานวิจัยบางชิ้น พบว่าสารนี้ อาจช่วยเพิ่มความไวของอินซูลิน และลดระดับกลูโคสในเลือด
- เสริมการทำงาน ของระบบภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการตอบสนองของเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิด ทำให้ร่างกายมีความสามารถ ในการต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น
สรุปแล้ว ผลไม้อะไรที่มีคิวเคอร์บิทาซินสูง
ผลไม้ที่มีคิวเคอร์บิทาซินสูง เช่นมะระ แตงกวา ฟักทอง แตงโม และแตงไทย ล้วนอยู่ในกลุ่มพืชตระกูลแตงที่สร้างสารนี้ขึ้น เพื่อป้องกันตัวจากแมลงตามธรรมชาติ แม้คิวเคอร์บิทาซิน จะมีประโยชน์ทางชีวภาพ แต่หากกินในปริมาณมาก หรือผลไม้มีรสขมเกินไป ก็อาจก่ออาการเป็นพิษได้ จึงควรเลือกกินเฉพาะผลที่รสชาติเป็นปกติ
ได้รับคิวเคอร์บิทาซินเท่าไหร่ถึงอันตราย?
จากรายงานทางการแพทย์พบว่า การบริโภคผัก หรือผลไม้ตระกูลแตง ที่มีรสขมเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยคาดว่าปริมาณสาร 1 ไมโครกรัม ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เพียงพอให้เกิดพิษได้ หากกินในปริมาณมาก อาจส่งผลต่อระบบตับ ไต และความดันโลหิต
ใครที่ควรระวังสารคิวเคอร์บิทาซิน?
ผู้ที่ควรระวังเช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคกระเพาะและลำไส้ เพราะคิวเคอร์บิทาซิน จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในเยื่อบุได้ง่าย รวมถึงผู้ที่มีโรคตับ หรือไตเรื้อรัง เพราะจะเพิ่มภาระการทำงานของอวัยวะเหล่านี้ นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ควร หลีกเลี่ยงการกินผลไม้ ที่มีรสขมจัด เพราะอาจกระตุ้น ให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อในช่องท้อง
- Tags: สุขภาพ


