เผยแล้ว ผลไม้อะไรที่มี Anacardic acid สูง

ผลไม้อะไรที่มี Anacardic acid สูง

ผลไม้อะไรที่มี Anacardic acid สูง อาจเป็นคำถามที่แปลกใหม่สำหรับหลายคน เพราะไม่ค่อยมีใครรู้จักสารชนิดนี้ แต่กลับมีบทบาทสำคัญในฐานะสารอินทรีย์ธรรมชาติ ที่พืชบางชนิดสร้างขึ้น กรดอนาคาร์ดิกจึงเป็นตัวอย่างหนึ่ง ของสารที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง สารพิษของพืช และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ

  • กรดอนาคาร์ดิกคืออะไร?
  • ผลไม้ที่มีกรดอนาคาร์ดิกสูง
  • กรดอนาคาร์ดิกอันตรายอย่างไร?

กรดอนาคาร์ดิกคืออะไร?

กรดอนาคาร์ดิกคือสารธรรมชาติ ที่พบมากในน้ำมัน จากเปลือกเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ มีโครงสร้างคล้ายกรดซาลิไซลิก ต่อกับสายคาร์บอนยาว จัดอยู่ในกลุ่มสารฟีนอลิก ที่มีคุณสมบัติหลากหลาย งานวิจัยพบว่า สารนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านแบคทีเรีย ต้านออกซิเดชัน ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งบางชนิด

ช่วยปรับสมดุลการทำงานและ เสริมระบบภูมิคุ้มกัน มีความเป็นพิษต่ำ เมื่อเทียบกับยาสังเคราะห์บางชนิด ในระดับโมเลกุล กรดอนาคาร์ดิกสามารถยับยั้งกระบวนการส่งสัญญาณ ของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ และการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง เช่นยับยั้งเอนไซม์ NF-κB และ histone acetyltransferase

ซึ่งเป็นตัวควบคุม การทำงานของยีนบางกลุ่ม ส่งผลให้มีการศึกษานำไปใช้ ร่วมกับยาเคมีบำบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการรักษา และลดผลข้างเคียงจากยา สารนี้จึงถือเป็นหนึ่งในสารธรรมชาติ ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ในงานวิจัยด้านมะเร็ง และเภสัชวิทยาสมัยใหม่ (7 มีนาคม 2023) [1]

ประวัติ กรดอนาคาร์ดิก การค้นพบ

กรดอนาคาร์ดิกถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1847 จากการศึกษาน้ำมัน ที่สกัดจากเปลือกเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ นักเคมีในยุคนั้น ได้ตีพิมพ์รายงานการอธิบาย ถึงองค์ประกอบพิเศษ ของผลไม้ในสกุล Anacardium แต่ยังไม่ทราบว่า เป็นสารกลุ่มของกรดหลายชนิด ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้แยก และระบุว่าเป็นกรดอนาคาร์ดิกหลายชนิดรวมกัน

จึงเรียกรวมว่า anacardic acids ซึ่งมีอยู่มากในน้ำมัน จากเปลือกเมล็ดของมะม่วงหิมพานต์ ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 20 มีการศึกษาลึกขึ้นเกี่ยวกับคุณสมบัติของกรดอนาคาร์ดิก ทั้งในด้านฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านอนุมูลอิสระ และการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเมื่อได้รับความร้อน ที่ทำให้เกิดสาร cardanol ซึ่งมีฤทธิ์อ่อนลง

จากนั้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ถึงต้นศตวรรษที่ 21 ได้มีการวิจัยเพิ่มเติม เกี่ยวกับบทบาทของกรดอนาคาร์ดิก ในการยับยั้งเอนไซม์ และการทำงานของเซลล์มะเร็ง จนกลายเป็นสารที่ได้รับความสนใจ ทั้งในแวดวงเคมีธรรมชาติ และชีวเคมีทางการแพทย์ จนถึงปัจจุบัน (23 กรกฎาคม 2025) [2]

ประโยชน์ของกรดอนาคาร์ดิก

กรดอนาคาร์ดิกมีคุณสมบัติ ทางชีวภาพหลายด้าน ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะฤทธิ์ต้านจุลชีพ ซึ่งสามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย รา และแมลงได้ดี จึงถูกนำมาศึกษา เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการแพทย์ อาหาร และการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสียหายของเซลล์ จากภาวะเครียดออกซิเดชัน

และยังอาจช่วยเสริมการปกป้องเซลล์ จากการอักเสบ หรือความเสื่อม ที่เกิดจากสารพิษ และสิ่งแวดล้อม ในด้านการแพทย์ กรดอนาคาร์ดิกถูกพบว่า สามารถยับยั้งเอนไซม์หลายชนิด ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ และการเจริญเติบโต ของเซลล์มะเร็งเช่น NF-κB kinase และ histone acetyltransferase

รวมทั้งมีรายงานว่า สามารถลดความเสียหาย ของเยื่อบุกระเพาะอาหาร จากแอลกอฮอล์ และอาจช่วยปรับสมดุลกระบวนการเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน งานวิจัยหลายชิ้น ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของสารนี้ ในการพัฒนาเป็นยา หรือสารบำบัดในอนาคต แม้ยังต้องมีการศึกษาความปลอดภัย และประสิทธิภาพในมนุษย์เพิ่มเติมต่อไป (21 พฤศจิกายน 2011) [3]

ผลไม้อะไรที่มีกรดอนาคาร์ดิกสูง?

ผลไม้อะไรที่มี Anacardic acid สูง
  • มะม่วงหิมพานต์ แหล่งกรดอนาคาร์ดิกที่เข้มข้นที่สุด พบมากในเปลือกเมล็ดนอก ซึ่งเป็นส่วนที่มีน้ำมันเผ็ดร้อน และมีกลิ่นเฉพาะ หากสัมผัสโดยตรง อาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองได้ ส่วนเนื้อเมล็ด ที่ผ่านการคั่วแล้ว มีปริมาณต่ำลงมากจนปลอดภัย
  • มะม่วง โดยเฉพาะบริเวณเปลือกผล และยางที่ขั้วผล มีกรดอนาคาร์ดิก และสารคล้ายคลึงกันในกลุ่ม cardol, cardanol ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการคัน หรือแพ้ผิวหนัง เมื่อสัมผัสยางมะม่วงสด
  • พิสตาชิโอ ถือเป็นไม้ยืนต้นที่อยู่ในวงศ์ Anacardiaceae กลุ่มเดียวกันกับมะม่วง พิสตาชิโอมีสารอนาคาร์ดิก ในปริมาณน้อยกว่าเม็ดมะม่วงหิมพานต์ แต่ยังพบได้ในชั้นเปลือก และส่วนเยื่อบางรอบเมล็ด สารนี้ช่วยป้องกันเชื้อรา และแบคทีเรียในธรรมชาติ
  • มะม่วงหิมพานต์ป่า พืชในสกุลเดียวกัน กับมะม่วงหิมพานต์ มีกรดอนาคาร์ดิกสูงมากในยาง และเปลือกผลจนถือว่ามีพิษต่อผิวหนัง จึงไม่เหมาะกับการบริโภคโดยตรง

กรดอนาคาร์ดิกอันตรายอย่างไร?

  • ระคายเคืองผิวหนังและตา กรดอนาคาร์ดิกในผลไม้บางชนิด เช่นน้ำมันเปลือกเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ สามารถทำให้ผิวหนังไหม้ แดง หรือพองได้ หากสัมผัสโดยตรง เพราะมีฤทธิ์กัด และทำให้เกิดการอักเสบของผิว
  • กระตุ้นอาการแพ้ ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายอาจเกิดผื่น คัน หรือบวมเมื่อสัมผัสสารนี้ เนื่องจากโครงสร้างของมัน คล้ายกับยูรูชิออล ที่พบในพืชตระกูลเดียวกับมะม่วงและPoison Ivy
  • เป็นพิษต่อเซลล์ เมื่อได้รับมากเกินไป แม้มีประโยชน์ในปริมาณเล็กน้อย แต่หากได้รับในระดับสูง อาจทำให้เซลล์ เกิดการอักเสบ หรือตาย เพราะกรดอนาคาร์ดิก มีฤทธิ์ทำลายเยื่อหุ้มเซลล์
  • ระคายเคืองทางเดินอาหาร การบริโภคส่วนเปลือก ของมะม่วงหิมพานต์ ที่ยังไม่ผ่านการคั่ว หรือกำจัดน้ำมันออก อาจทำให้ปาก แสบคอ หรือคลื่นไส้ได้
  • อาจกระทบระบบประสาท ในกรณีรุนแรง หากได้รับสารเข้มข้นมาก อาจมีอาการเวียนหัว ปวดหัว หรืออ่อนแรงชั่วคราว เนื่องจากสารออกฤทธิ์บางส่วน สามารถรบกวนการส่งสัญญาณ ของเซลล์ประสาท
  • อันตรายต่อดวงตา เมื่อสัมผัสโดยตรง น้ำมันที่มีกรดอนาคาร์ดิก หากกระเด็นเข้าตา อาจทำให้แสบ ตาแดง หรือกระจกตาอักเสบได้

หากสัมผัสกรดอนาคาร์ดิก รักษายังไง?

หากสัมผัสกรดอนาคาร์ดิก จากยางผลไม้ ควรรีบล้าง บริเวณที่โดน ด้วยสบู่อ่อนๆ และน้ำสะอาดจำนวนมากทันที เพื่อขจัดน้ำมันที่ติดบนผิว จากนั้นซับให้แห้ง และหลีกเลี่ยงการเกา หากมีอาการแสบ คัน หรือผื่นแดง สามารถทาครีม หรือโลชั่น ที่มีส่วนผสมของ calamine หรือ hydrocortisone เพื่อลดการอักเสบได้

แต่หากอาการรุนแรง เช่นผิวหนังที่โดน มีอาการบวมมาก รู้สึกแสบร้อนต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือมีตุ่มพองขึ้นมา ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการดูแลเพิ่มเติม เพราะอาจต้องใช้ยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ หรือยาต้านการอักเสบ เพื่อป้องกันการลุกลามของอาการ

สรุปแล้ว ผลไม้อะไรที่มีกรดอนาคาร์ดิกสูง

ผลไม้ที่มีกรดอนาคาร์ดิกสูง ได้แก่เม็ดมะม่วงหิมพานต์ มะม่วง พิสตาชิโอ และมะม่วงหิมพานต์ป่า ซึ่งทั้งหมดอยู่ในวงศ์เดียวกัน และมักมีสารนี้ ในส่วนของยาง หรือเปลือก มากกว่าส่วนเนื้อที่กินได้ กรดอนาคาร์ดิกมีทั้งคุณสมบัติ ที่เป็นประโยชน์ และข้อควรระวังเมื่อสัมผัสโดยตรง เพราะอาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองได้

ใครที่ควรระวังกรดอนาคาร์ดิก?

คนที่มีผิวแพ้ง่าย เคยแพ้มะม่วง ยางไม้ หรือพืชในวงศ์เดียวกับมะม่วงหิมพานต์ ผู้ที่มีโรคผิวหนังอักเสบ หรือภูมิแพ้ผิวหนัง เพราะสารนี้ สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการคัน แดง บวม หรือผื่นลมพิษได้ง่าย นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก และผู้ที่มีปัญหาตับหรือไตควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือบริโภคในรูปแบบที่ยังไม่ผ่านความร้อน

กินผลไม้ยังไงให้ปลอดภัยจากอนาคาร์ดิก?

หลีกเลี่ยงการสัมผัสยาง หรือเปลือกสดของผลไม้ ตระกูลมะม่วง และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ควรเลือกกินเฉพาะส่วนที่สุก และผ่านความร้อน เช่นเม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่ว หรืออบ เพราะกระบวนการนี้ช่วยลดปริมาณกรดอนาคาร์ดิกลงเกือบหมด และหากต้องปอกผลไม้ที่มียาง ควรสวมถุงมือ หรือล้างมือให้สะอาด

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง